ระบบสุริยะถือกำเนิดมาจากแก๊ส และฝุ่นที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา เมื่อรวมกันตรงใจกลาง จะมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ทำให้มีมวลและแรงดึงดูดมากขึ้น เมื่อมวลมากขึ้นจะเริ่มหดตัวลงด้วยแรงโน้มถ่วง นักดาราศาสตร์แบ่งดาวเคราะห์ออกเป็นดาวเคราะห์ชั้นใน และดาวเคราะห์ชั้นนอก โดยใช้แถบดาวเคราะห์น้อยเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง นอกจากนี้ ในระบบสุริยะยังประกอบด้วยองค์ประกอบอื่นๆ อีก เช่น ดาวเคราะห์แคระ ดาวหาง สะเก็ดดาว เป็นต้น

ดวงอาทิตย์เกิดจากกลุ่มแก๊สยุบตัวลง และหมุนรอบตัวเอง ทำให้ความดันเพิ่มขึ้น บริเวณตรงกลางมีอุณหภูมิสูงมาก จนเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ หรือนิวเคลียร์ฟิวชัน โดยไฮโดรเจนรวมกันเป็นฮีเลียมได้พลังงานของดาวฤกษ์ดวงใหม่ คือ ดวงอาทิตย์ ฝุ่นและแก๊สที่เหลือรอบนอก เคลื่อนที่หมุนวนเป็นแผ่นกลมแบนรอบดวงอาทิตย์
บริเวณใกล้ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิสูง สารบางส่วนระเหยเป็นแก๊ส บางส่วนเกิดจากเศษโลหะ เศษหิน รวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น กลายเป็นดาวเคราะห์ชั้นในที่มีขนาดเล็ก ส่วนบริเวณที่ไกลออกไป มีอุณหภูมิต่ำกว่า จึงรวมตัวกันเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ในแถบกลุ่มดาวเคราะห์แก๊สที่อยู่รอบนอก
ของแข็งที่เหลือจากการรวมตัวเป็นดาวเคราะห์ ในช่องว่างระหว่างวงโคจรดาวอังคาร กับวงโคจรดาวพฤหัสบดี ยังคงโคจรรอบดวงอาทิตย์ กลายเป็นดาวเคราะห์น้อย สสารที่กระจายตัวอยู่รอบนอก ไกลกว่าดาวเคราะห์ กลายเป็นแหล่งกำเนิดของดาวหาง

ระบบสุริยะ ประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบ นักดาราศาสตร์แบ่งเขตพื้นที่รอบดวงอาทิตย์ ตามลักษณะของการเกิด และลักษณะขององค์ประกอบ ออกเป็น 4 เขตคือ
1. เขตดาวเคราะห์ชั้นใน อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับแถบดาวเคราะห์น้อย ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร มีแก่นเป็นโลหะ จึงเรียกว่า ดาวเคราะห์หิน
2. แถบดาวเคราะห์น้อย อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดี เป็นเศษของดาวเคราะห์หิน แต่ไม่สามารถจับตัวกันเป็นขนาดใหญ่ได้
3. เขตดาวเคราะห์ชั้นนอก อยู่ถัดจากแถบดาวเคราะห์น้อยออกไป ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน มีขนาดใหญ่ มีองค์ประกอบหลักเป็นไฮโดรเจนกับฮีเลียม จึงเรียกว่า ดาวเคราะห์แก๊ส
4. เขตดาวหาง อยู่ตั้งแต่วงโคจรของดาวเนปจูนไกลออกไป เช่น ดาวเคราะห์แคระ ดาวพลูโต ดาวอีริส ดาวหาง สะเก็ดดาว
เรียบเรียงโดย : ปิตุพร พิมพาเพชร