เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้สูงอายุ ตามคำจำกัดความขององค์กรสหประชาชาติ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยนับได้ว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว เนื่องจากมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ตามเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ และนอกจากประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นเช่นกัน
ทำให้การดูแลสุขภาพและการพยาบาลที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งจำเป็น การพยาบาลผู้สูงอายุควรเน้นการดูแลแบบองค์รวม ซึ่งไม่เพียงแต่ดูแลด้านร่างกาย แต่ยังครอบคลุมถึงการดูแลจิตใจและสังคมด้วย เพราะผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคมที่ต่างไปจากวัยอื่น ๆ เช่น การลดลงของประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การประเมินความต้องการของผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม และช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี
วัยสูงอายุเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางร่างกายหลายด้าน นอกจากสมรรถภาพของร่างกายจะเสื่อมถอยลงแล้ว ในบางรายยังอาจมีโรคประจำตัวที่ต้องการการดูแลรักษา โดยโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคกระดูกพรุน โรคข้อเสื่อม โรคหัวใจขาดเลือด โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ท้องอืด ท้องผูก โรคจอประสาทตา เป็นต้น จึงควรได้รับการดูแลตามวิธีดูแลผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม และควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อคัดกรองโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ
ประสาทสัมผัสของผู้สูงวัยจะมีความถดถอยลงตามวัยโดยเห็นได้ชัดเจนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยชรา ได้แก่ หูตึงมากขึ้น ตามองเห็นไม่ดีเหมือนเคย สายตายาว มองเห็นไม่ชัดโดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือที่ที่มีแสงสว่างน้อย เกิดต้อกระจก ตาแห้งและเยื่อบุตาระคายเคืองง่าย จมูกไม่ได้กลิ่น ต่อมรับรสเสีย รับรสชาติอาหารได้ไม่ดี การรับสัมผัสของผิวหนังลดลง รับสัมผัสช้าลง ซึ่งความเสื่อมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น
การพลัดตกหกล้มเป็นปัญหาในกลุ่มคนสูงอายุที่พบได้บ่อย ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอันเนื่องจากความพิการ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และยังนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่าผู้สูงอายุมีสถิติหกล้มปีละ 3 ล้านราย สาเหตุหลักเกิดจากการลื่นและสะดุดล้ม โดยมีผู้สูงวัยบาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 60,000 รายต่อปี และมีผู้สูงวัยเสียชีวิตจากการหกล้มเฉลี่ยวันละ 4 ราย ผู้สูงอายุเพศหญิงมีการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศชาย 1.5 เท่า สาเหตุที่สำคัญของการพลัดตกหกล้มนี้ คือ การสูญเสียความสามารถในการทรงตัว ซึ่งเกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลายและระบบประสาทอัตโนมัติ การไหลเวียนของเลือดที่น้อยลง รวมถึงการใช้ยาบางชนิดและความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุ
ในวัยสูงอายุนี้ แพทย์มักมีการจ่ายยาเพื่อการรักษาโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ ปัญหาที่พบได้บ่อยอีกประการหนึ่งจึงเป็นการรับประทานยา โดยผู้สูงอายุหลายรายมักเริ่มสายตาไม่ดี ทำให้มองเห็นเม็ดยาได้ยาก ส่งผลให้หยิบยาผิด รับประทานยาผิดชนิด นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุบางรายมักรับประทานยาไม่ครบ รับประทานยาไม่ตรงเวลา หรือรับประทานยาเกินขนาด จนทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา ผู้ใกล้ชิดจึงควรจัดยาให้ผู้สูงอายุรับประทานเพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา ถูกขนาด และถูกวิธี ลดอันตรายจากการใช้ยาและสามารถดูแลคนแก่ให้มีสุขภาพดีได้
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมีที่มาจากหลายสาเหตุ เช่น อารมณ์และความรู้สึกของผู้สูงอายุที่เปราะบางเป็นพิเศษ ความกลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระของผู้คนรอบข้าง ความรู้สึกว่าตนเองหมดคุณค่า ความรู้สึกเดียวดาย การครุ่นคิดถึงเรื่องในอดีต การเผชิญกับความสูญเสียคู่ชีวิต ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีโรคเรื้อรังและขาดความเอาใจใส่จากครอบครัว ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และหากมีอาการรุนแรง อาจมีความคิดทำร้ายตนเองจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
อาการหลงลืมเป็นปัญหาของคนสูงอายุที่พบได้จนแทบเป็นปกติ แต่สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการ รับรู้ เรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูล ในระยะเริ่มแรก ผู้สูงอายุจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำโดยเฉพาะความจำระยะสั้น ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำ ๆ เรื่องเดิม สับสนทิศทาง เวลา สถานที่ จากนั้นจึงเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินออกจากบ้านไปแบบไร้จุดหมาย หงุดหงิดฉุนเฉียว ก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย ทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำไม่ได้ เช่น ชงกาแฟ เปิดทีวี รวมถึงอาการหลงผิดหรือเกิดภาพหลอน เช่น คิดว่าจะมีคนมาทำร้ายตนเอง มาขโมยของ จนในที่สุดก็จะมีอาการคล้ายผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ปัสสาวะหรืออุจจาระเล็ด ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคแทรกซ้อน ภาวะการติดเชื้อที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้
หมายถึง ผู้สูงอายุที่ยังช่วยเหลือตนเองได้ แต่อาจมีปัญหาในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจวัตรประจำวัน
- การอำนวยความสะดวก ได้แก่ การจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม การติดราวจับในห้องน้ำ วางสิ่งของให้เป็นระเบียบ ไม่เกะกะขวางทางเดินของผู้สูงวัย การติดฉลากยาให้ละเอียด การจัดเตรียมยา การจัดหาอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ที่เหมาะสมให้กับผู้สูงวัย เป็นต้น
- การดูแลสุขภาพทางร่างกาย ได้แก่ การจัดอาหารอย่างหลายหลากครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ลดอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน เพิ่มโปรตีนและแร่ธาตุ ส่งเสริมการออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว รำไทเก็ก โยคะ 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเพื่อบริหารร่างกายให้แข็งแรงสมวัย รวมถึงการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
- การดูแลสภาพจิตใจ ได้แก่ การให้ความอบอุ่น รับฟังปัญหาของผู้สูงอายุ จัดหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียดและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในครอบครัว เช่น การพาไปทานข้าวนอกบ้าน ออกไปเที่ยว หรือการพาผู้สูงวัยไปพบปะเพื่อนฝูง
- การป้องกันอุบัติเหตุและอันตราย ได้แก่ การระมัดระวังปัญหาเรื่องการพลัดตกหกล้มหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น จัดให้มีแสงสว่างอย่างพอเหมาะ มีความปลอดภัย มีราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัวในห้องน้ำ ห้องนอน บันได
หมายถึง ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา
- ด้านร่างกาย ได้แก่ ปัญหาแผลกดทับ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการดูแลผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ดูแลจำเป็นต้องหมั่นพลิกตัวผู้สูงอายุทุก 2 ชั่วโมง คอยดูแลเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และความเปียกชื้นที่ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ จัดหาอาหารที่ย่อยง่าย มีสารอาหารครบถ้วน รวมถึงการทำกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อต่อติดขัดและลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- สภาพจิตใจ ได้แก่ การพูดคุย ขอคำปรึกษา การพยายามเข้าหาผู้สูงอายุให้มากขึ้น เนื่องจากผู้สูงอายุติดเตียงมักมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระ และวิตกกังวลกับโรคที่เป็นอยู่ การได้รับการเอาใจใส่จากครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะช่วยสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ได้
อาจเริ่มต้นด้วยการลดอาหารประเภทข้าว แป้ง น้ำตาล และไขมัน โดยเน้นไปที่อาหารกลุ่มโปรตีนย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา เน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงและรสไม่หวานจัดร่วมด้วย ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมักมีปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อได้ง่าย รวมถึงการบดเคี้ยวอาหารที่ไม่ดีเหมือนเก่า อาหารที่จัดหาให้จึงควรเป็นอาหารอ่อนนุ่ม เช่น อาหารตุ๋นหรือต้มที่รสไม่จัด รวมถึงดูแลเรื่องการดื่มน้ำให้ไม่น้อยกว่าวันละ 1.5 ลิตรเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายของผู้สูงวัย
เน้นไปที่การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น เช่น เดินเร็ว แกว่งแขน รำไทเก็ก ว่ายน้ำ ท่ากายบริหารเพื่อยืดเหยียด เป็นต้น โดยแต่ละครั้ง ควรออกกำลังให้ได้ 30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ หลีกเลี่ยงการออกกำลังอย่างหักโหม ใช้แรงมาก การออกกำลังประเภทที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ยกน้ำหนักมาก ใช้ความเร็ว หรืออยู่กลางแดดจ้า อากาศไม่ถ่ายเทเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ
วัยสูงอายุมักมีความวิตกกังวลสูง เครียดง่าย เนื่องจากกลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวเป็นภาระลูกหลาน คิดวน ๆ ซ้ำ ๆ แต่ในอดีต เราสามารถช่วยเบี่ยงเบนความคิดของผู้สูงวัยและทำให้ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นน้อยที่สุดได้ด้วยการเอาใจใส่และให้ความรักอย่างต่อเนื่อง เช่น การพูดคุย ขอคำแนะนำในการดำเนินชีวิต ขอคำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองได้รับความรักและยังมีคุณค่า รวมถึงการจัดหากิจกรรมเพื่อกระชับสัมพันธ์และสร้างแวดล้อมที่ดี เช่น การพาไปเที่ยวหรือรับประทานข้าวนอกบ้าน ทำให้จิตใจของผู้สูงวัยแจ่มใส ไม่เครียด ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข
กิจกรรมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ อาทิเช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ร้องเพลง หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นการใช้เวลาว่างร่วมกันกับผู้อื่น ลองหาโอกาสพบปะสังสรรค์กับเพื่อนรุ่นเดียวกันเป็นครั้งคราว การเข้าร่วมชมรมต่าง ๆ การรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัว
การสร้างอนามัยที่ดีให้กับผู้สูงวัย หมายถึง การสร้างเสริมพฤติกรรมที่นำไปสู่การมีสุขภาพดี ลดการเกิดโรคแทรกซ้อนหรือการนอนติดเตียง หลัก ๆ แล้วเป็นการรักษาสุขภาพ ลด ละ เลิกพฤติกรรมหรือสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในวัยสูงอายุ เช่น เหล้า บุหรี่
รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมต่อการดำเนินชีวิต เช่น มีแสงสว่างที่เพียงพอ อากาศถ่ายเท เลือกวัสดุปูพื้นบ้านที่ช่วยป้องกันการล้ม ไม่ลาดชัน มีราวจับเพื่อช่วยในการทรงตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น ห้องน้ำ บันได ห้องครัว ไปจนถึงการปฏิบัติตามวิธีดูแลผู้สูงอายุ พาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงและคัดกรองโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงวัย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และกลุ่มโรคมะเร็ง
แหล่งข้อมูล
การดูแลผู้สูงอายุ และวิธีดูแลผู้สูงอายุ ให้สุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ