สิคโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อกับคุณแม่สลับคาแรกเตอร์กัน ในอุดมคติของทุกคน คุณพ่อจะมีคาแรกเตอร์ที่แข็งเเรง คุณแม่จะเป็นแม่บ้านแม่เรือนใช่ไหมคะ แต่บ้านสิค คุณแม่จะแมนมาก สอนให้สิคเป็นคนลุย ๆ แต่คุณพ่อจะเป็นฝ่ายโอ๋ สอนว่าเราต้องถ่อมตัวนะ และพ่อจะทำอาหารเก่งกว่าแม่ด้วยค่ะ พอได้อยู่ในบ้านที่พ่อแม่สลับคาแรกเตอร์กัน สิครู้สึกว่าสิคจะไม่ติดอยู่ในกรอบว่าใครต้องเป็นยังไง
ใช่ค่ะ คุณปู่จะเป็นคนที่เข้มงวดมาก อย่างการเป็นไอดอลคุณปู่จะมองว่ามันไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ไม่มีอนาคต ท่านอยากให้สิคเป็นหมอ เป็นอัยการ สายวิชาการจ๋าไปเลย สิคยังจำตอนที่คุณปู่รู้เรื่องที่เป็นไอดอลได้อยู่เลย บรรยากาศวันนั้นมันอึมครึม ปกติสิคจะต้องกลับบ้านทุกวันศุกร์เพราะอยู่หอพัก ทุกครั้งที่กลับบ้าน ปู่ก็จะถามว่า อาทิตย์นี้เรียนเป็นยังไงบ้าง แต่อาทิตย์นั้นปู่ไม่ถามเรื่องเรียนเลย ท่านนั่งเงียบ ๆ เราก็ใจไม่ดี คิดว่าต้องโดนดุแน่ ๆ แต่ปู่กลับพูดว่า เห็นแล้วนะในทีวีน่ารักดี ตอนนั้นรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก มันมีความสุขมากค่ะ
(หัวเราะ) ตอนนั้นมันดิ่งมาก สาเหตุมาจากการที่สิคได้ตำแหน่งเซ็นเตอร์แต่กลับไม่มีงานเดี่ยวเลย คือเพื่อน ๆ ได้ไปแคสงาน แต่สิคไม่มีเลย ทั้งที่ใจเราอยากทำเยอะ ๆ ให้สมกับตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ได้มา ก็เลยน้อยใจ แต่หลังจากที่สิคร้องไห้ในคลิป ก็มีคนบอกว่าเพราะเราพูดน้อย ซึ่งพอมาคิดดูแล้วมันก็เป็นเรื่องจริง ตอนนั้นสิคพูดไม่ค่อยทันคนอื่น มันทำให้รู้ว่าเราต้องปรับตัวเเล้ว บางครั้งเราจะมองไม่เห็นว่าตัวเองพลาดตรงไหน เเต่แฟนคลับที่ตามเรา เขาจะรู้ ดังนั้นเราต้องฟังเขาเพื่อพัฒนาตัวเอง
สิคเคยบอกแล้วนะว่ามาจากหน้าผากสิคนี่แหละ แต่ไม่มีใครจำได้เลย จนกระทั่งพี่เฌอเรียกสิคตอนงานจับมือว่า ‘คุณพระอาทิตย์’ เพราะสิคใส่หมวกที่เหมือนพระอาทิตย์ พอพี่เฌอเรียกเท่านั้นแหละ คนก็เลยเรียกกันใหญ่เลยค่ะ
สิคว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ให้กำลังใจกัน เราจับมือกับเขาแค่ 8 วินาทีก็จริง แต่ 8 วินาทีนั้นจะทำให้ทั้งตัวสิคและแฟนคลับมีพลังมากขึ้น คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้าที่เขาจะมาจับมือกับเรา เขาผ่านอะไรมาบ้าง เขาอาจมีเรื่องไม่สบายใจก็ได้ แต่สิคเชื่อว่าเวลา 8 วินาทีที่เราได้จับมือกัน เรื่องไม่สบายใจเหล่านั้นมันจะผ่านไปได้
เจ้าบทเจ้ากลอนกันจังเลยนะ (หัวเราะ) ยิ่งในเพจ Official ยิ่งแล้วใหญ่ เช่น ‘มิวสิควันนี้กลับบ้านได้แล้ว เราเตรียมข้าวไว้ให้’ มันมีแบบนี้ด้วยนะ เเล้วยิ่งท็อปคอมเมนต์จะเป็นอะไรที่สนุกมากค่ะ งานจับมือก็เหมือนกัน จะมีคนหนึ่งที่มาทุกรอบ แต่ว่าตอนจับมือกับสิคเขาทำเหมือนจะไม่อยากจับเลย สิคก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน บางคนก็เตรียมมุกเสี่ยวมาเล่นกับเรา บางคนก็เอาคำถามมาถาม แต่ไม่ให้ตอบเขานะ ให้เราไปตอบคนถัดไป พอเราตอบคนถัดไป เขาก็จะถามคำถามใหม่ ซึ่งเราก็บ้าจี้เล่นไปกับเขา ครีเอทกันทั้งนั้นเลยค่ะ
อยากจับมือพี่เฌอ อยากรู้ว่าถ้าเราได้จับมือพี่เฌอตอนงานจับมือ พี่เฌอจะทำยังไง สิคว่าพี่เฌอคงไม่ยอมจับมือกับสิคแน่เลย
จริง ๆ มันไม่ได้เป็นกฎด้วยซ้ำ แต่มันมาจากความคิดที่ว่า ถ้าไม่มีก็คงดีกว่า และตัวสิคเองก็รู้สึกว่าไม่มีก็ดีกว่า
ไม่แห้งเหี่ยวเลย เราก็มีความรักที่แฟนคลับมอบให้เราไง แค่นี้ก็พอแล้ว (ยิ้ม)
เรียกว่าเป็น soundtrack ชีวิตพวกเรา BNK48 ทุกคนก็ว่าได้ โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า ‘คนอื่น ๆ มองไปเมื่อไหร่ ก็ดูจะเปล่งประกายกว่าฉัน’ มันเป็นเพลงที่ไม่ใช่ตรงแค่กับพวกเรา BNK48 แต่สิคว่าเป็นเพลงที่ตรงกับใครหลายคนเพราะว่าบางทีเรามองเพื่อนแล้วอาจรู้สึกด้อยกว่าเขา ทุกคนทำไมเปล่งประกายกว่าเรา ทำไมเขาเก่งกว่า ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าเราลองสังเกตตัวเองจริง ๆ เราก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร ทุกคนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันและนั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าเรามัวแต่ไปมองข้อด้อย ไปน้อยใจกับข้อเสียของตัวเอง เราก็จะไปไม่ถึงไหนเลย เพราะมัวแต่ไปโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองไม่มี
ความเป็นคู่แข่งมันคงจบไปตั้งแต่ถูกเรียกเข้ามาเป็น BNK48 แล้ว พอเข้ามาเป็น BNK48 เราก็คือครอบครัวเดียวกัน เราอยากเดินไปด้วยกัน การแข่งขันในความหมายของเราหมายถึง การแข่งกับตัวเองไปพร้อมกับสมาชิกคนอื่น ๆ เวลาท้อก็มองเพื่อน ๆ ที่เขาไม่ท้อ เราก็จะมีแรงฮึดอีกครั้ง ผลักดันกันและกัน เหมือนฉันเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว
สิคว่าทัศนคติที่ดี การเป็นตัวของตัวเอง และความอดทน เมื่อเราถูกเลือกเข้ามาเป็นไอดอล ไอ้สิ่งที่อยู่ภายใน เช่น ทัศนคติ ความคิด มันจะออกมาเป็นเสน่ห์ของเราโดยที่ไม่มีใครสามารถเป็นเหมือนเราได้เลยนะคะ ซึ่งเสน่ห์สำคัญกว่าหน้าตาอีก ส่วนการเป็นตัวของตัวเองคือสิ่งที่รองลงมา เพราะในไอดอลหญิงจะเจอปัญหานี้เกือบทุกคน คือพอเราหาคาแรกเตอร์ตัวเองไม่เจอ เราก็จะไปก็อปปี้คาแรกเตอร์คนอื่น ซึ่งมันก็จะไปไม่รอด เพราะคนที่เขารักเราเขาก็รักที่เราเป็นตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่น
สิคเคยถามด้วยนะคะว่าทำไมสิคถึงได้เป็น แต่พี่เขาก็จะบอกว่าเพราะ หนูเป็นหนู แต่เสน่ห์กับการได้เป็นเซ็นเตอร์เป็นคนละเรื่องกันนะ เพราะการที่เราได้เป็นเซ็นเตอร์เพลงไหน ส่วนหนึ่งมันมาจากการที่เพลงนั้นมันเข้ากับคาแรกเตอร์ของคน ๆ นั้นด้วยค่ะ เช่น พี่อรได้เพลง River เพราะพี่เขามีไลน์เต้นคูล ๆ สวยเซ็กซี่ โมบายล์ได้เพลงคุกกี้เสี่ยงทาย เพราะมีคาแรกเตอร์สดใส ส่วนเราได้เพลง shonichi คู่กับพี่เนย เพราะเพลงมันมีเนื้อหาสู้ชีวิต และสิคก็เหมาะกับเพลงนี้เพราะสิคสู้ชีวิต (หัวเราะ)
ไม่เหมือนกันสักครั้งเลยค่ะ ความรู้สึกตอนที่รู้ว่าได้เป็นเซ็นเตอร์ครั้งแรก เราจะรู้สึกว่า ในที่สุดก็ทำได้แล้วนะ พอได้เป็นครั้งที่ 2 ก็จะรู้สึกว่า เรากลับมาได้อีกครั้งแล้วนะ ส่วนครั้งที่ 3 ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกในเชิงที่ว่า ถ้าเราไม่เจ๋งจริง เราคงไม่ได้เป็นเซ็นเตอร์อีกครั้งหรอก เพราะถ้าคิดแบบนั้นมันจะเป็นการสร้างอีโก้ให้ตัวเอง หรือคิดว่าถ้าเราไม่ได้เป็นอีกก็แปลว่าเราไม่เก่ง ถ้าคิดแบบนี้ก็จะเป็นการดูถูกตัวเอง สิคจะคิดว่าสมาชิคทุกคนมีสิทธิ์ได้เป็นเซ็นเตอร์หมด แต่ใครจะเหมาะสมที่สุดก็เท่านั้นเอง
ก็คงท้อนะคะ แต่ไม่นานหรอก สิคคิดว่าทุกความพยายามในการทำงานโดยเฉพาะวงการไอดอล ไม่ช้าก็เร็วต้องได้รับผลตอบแทนเสมอ
ไม่เลยค่ะ ความสำเร็จสำหรับสิคคือดีใจที่เพลงคุกกี้เสียงทายได้รับการยอมรับ มีคนร้องได้ มีคนเต้นตามได้ทุกเพศทุกวัย เป็นกระแสไปในทางที่ดี มีคนพูดถึง เป็นกำลังใจให้หลายคนทำตามความฝันของตัวเอง มากกว่านั้นคือสิคดีใจที่สนิทกับคนในวงมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แฟนคลับดีกับเรา ตั้งแต่เป็น BNK48 มา สิคมีแต่โมเมนต์ที่ชื่นใจทั้งนั้น
จริง ๆ การเป็นคนธรรมดาอาจจะดีกว่าการเป็นไอดอลด้วยซ้ำในบางแง่ โดยเฉพาะในแง่ของการมีชีวิตส่วนตัว แต่สิคเสียใจแน่ ๆ ถ้าวันหนึ่งแฟนคลับจะน้อยลง
การที่ได้ร้อง ได้เต้น แค่นั้นก็เป็นความสุขแล้ว ถ้าจะมีอะไรที่ทำให้สิคเสียใจคือ เขาต้องไม่ให้สิคร้อง ไม่ให้สิคเต้นค่ะ
อาจเห็นสิคอยู่แถวโลตัสค่ะ กำลังเต้นออกกำลังกายอยู่ (ยิ้ม)
เรื่อง : วัลญา นิ่มนวลศรี
ภาพถ่าย : ประวีร์ จันทร์ส่งเสริม