• มีเศษอาหารค้างอยู่ตามซอกฟัน หรือในบริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก รวมถึงการทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม ทุเรียน หัวหอม ฯลฯ ก็อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้
• ไม่รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี เช่น แปรงฟันไม่สะอาด แปรงฟันผิดวิธี ก็จะทำให้มีคราบอาหารหรือแบคทีเรียเกาะอยู่ตามผิวฟัน ลิ้น และกระพุ้งแก้ม
• มีฟันผุและหินปูนเยอะ การมีฟันผุจะทำให้เศษอาหารเข้าไปติดค้างอยู่ในรูฟันผุจนเกิดการเน่าและทำให้มีกลิ่นปาก รวมถึงคราบหินปูนด้วย หากไม่ได้รับการขูดหินปูนทุก 6 เดือน และมีหินปูนสะสมเยอะมากก็อาจทำให้เกิดกลิ่นปาก รวมถึงโรคทางช่องปากอื่น ๆ ได้
• ลิ้นเป็นฝ้าขาว เกิดขึ้นจากการสะสมของเศษอาหารและแบคทีเรียบนผิวด้านบนของลิ้น เพราะฉะนั้นเวลาแปรงฟันจึงต้องแปรงลิ้นให้ถูกวิธีด้วย
• เหงือกบวมหรือมีแผลในช่องปาก การมีเหงือกอักเสบจะทำให้เหงือกอ้าออกจากตัวฟัน เศษอาหารจึงเข้าไปสะสมได้ง่ายจึ้น รวมถึงการมีแผลในช่องปากก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากได้เหมือนกัน
• มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น เป็นโรคโพรงจมูกอักเสบหรือไซนัสอักเสบ เป็นมะเร็งที่โพรงจมูก เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ หรือเป็นนิ่วในทอนซิล โรคพวกนี้จะทำให้ช่องปากมีกลิ่นเหม็นได้
1. หายใจเข้าให้เต็มที่ ใช้มือป้องปากและจมูกเอาไว้ แล้วหายใจออกจากปาก จากนั้นให้สูดลมหายใจเข้าทางจมูกเพื่อดมกลิ่นว่าเหม็นหรือไม่
2. เลียที่ข้อมือและดมดู หรือนำนิ้วมือถูที่บริเวณเหงือกและนำมาดมดูว่ามีกลิ่นเหม็นไหม
3. บ้วนน้ำลายออกมาแล้วลองดมกลิ่นน้ำลายดู ถ้าน้ำลายมีกลิ่นแสดงว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อโรค เพราะตามธรรมชาติแล้วในน้ำลายของคนเราจะไม่มีกลิ่นเหม็น
4. ถ้าหากยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีกลิ่นปากไหมก็สามารถขอความช่วยเหลือจากคนสนิท โดยสอบถามว่าเรามีกลิ่นปากหรือไม่ ขอย้ำว่าต้องเป็นคนสนิทที่สะดวกใจจะทำเรื่องนี้ด้วยนะ
ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากจนรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ขอแนะนำว่าให้ลองทำตามนี้ รับรองว่ากลิ่นปากจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปอย่างแน่นอน !
1. จิบน้ำระหว่างวันให้มากขึ้น เพราะน้ำช่วยล้างแบคทีเรียนออกจากน้ำลายได้
2. แปรงฟันทุกครั้งหลังทานอาหาร และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้นด้วย
3. ฝึกใช้ไหมขัดฟัน แนะนำให้ใช้หลังทานอาหารเย็นวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว
4. เลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพราะจะช่วยกำจัดแบคทีเรียและทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น
5. ใช้น้ำยาบ้วนปาก น้ำยาบ้วนปากสามารถช่วยลดกลิ่นปากและกำจัดแบคทีเรียได้อย่างรวดเร็ว
6. เลี่ยงการทานอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หอมใหญ่ ทุเรียน ปลาหมึกย่าง ฯลฯ
7. บ้วนปากด้วยน้ำ ในกรณีที่ไม่สะดวกที่จะแปรงฟัน การบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าสามารถช่วยลดปัญหากลิ่นปากได้
8. ใช้สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ถือเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้เรามีลมหายใจสดชื่นอย่างรวดเร็ว แต่แนะนำว่าอย่าใช้บ่อย
9. อย่าปล่อยให้ช่องปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ จึงควรดื่มน้ำให้บ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย
10. ตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ โดยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน ข้อนี้สำคัญมากที่จะช่วยให้เราไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก
11. ขูดหินปูนทุก ๆ 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละครั้ง เพราะหินปูนถือเป็นอีกสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคในช่องปากอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ เป็นต้น
12. พบแพทย์เฉพาะทาง หากทำทุกวิธีแล้วและปัญหากลิ่นปากไม่ดีขึ้นเลย ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาช่องปากตรงไหน หรือมีปัญหาสุขภาพอะไรที่ทำให้เกิดกลิ่นปากหรือไม่
บทความที่เกี่ยวข้อง
• 6 วิธีดูแลตัวเองให้ไม่มีกลิ่นตัว บอกลาปัญหากลิ่นเต่าแรงไปได้เลย !
• เริ่มมีผมหงอกตั้งแต่มัธยม...ทำไมวัยรุ่นบางคนถึงมีผมหงอกก่อนวัย ?
• รวมทริคดูแลตัวเองให้ดูดี เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้เต็มสิบ
• ปัญหาท้องผูกไม่ใช่เรื่องปกติ ! รวมเคล็ดลับที่จะช่วยให้ถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น
• อย่านั่งหลังงอ ! ประโยชน์ของการจัดท่าให้สง่าที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
• รวมอาหารอร่อย กินแล้วอารมณ์ดี ช่วยลดความเครียดได้ !
• รักตัวเองให้มากขึ้นด้วย 'Self-Care' เทรนด์ใหม่ของการดูแลตัวเอง
• สิ่งที่โควิด-19 ได้สอนเราเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
• Teen’s Guide ทุกปัญหาของวัยรุ่นมีทางออกเสมอ
• กินอะไร นอนกี่โมง เพื่อให้ผิวสวยสุขภาพดี มีออร่าแบบสาวเกาหลี
แหล่งข้อมูล
- ปัญหากลิ่นปาก....อย่าคิดว่าไม่สำคัญ
- 6 ตัวการสำคัญที่ทำให้มีกลิ่นปาก
- 29 วิธีดับกลิ่นปาก มีกลิ่นปากเหม็นทําไงดี ??
เว็บไซต์ปลูกเฟรนส์ดอทคอมเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เผยแพร่ความรู้เพื่อประโยชน์ของสังคม ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในบทความเป็นการเผยแพร่โดยผู้ใช้งาน หากพบเห็นข้อความและรูปภาพที่ไม่เหมาะสมหรือละเมิดลิขสิทธิ์ กรุณาแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการต่อไป